ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับเกี่ยวกับจุดกำเนิดของเอกภพ ระบุว่า เมื่อประมาณ 1.5 หมื่นพันล้านปีก่อนเอกภพกำเนิดขึ้นจาก มหากัมปนาท (Big Bang) เป็นจุดกำเนิดของเอกภพ ที่มีความร้อนสูงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หลังจากนั้นเอกภพก็ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ และเมื่ออุณหภูมิเย็นพอที่บรรดาควาณ์กจะจับตัวรวมกับโปรตอนและนิวตรอน สภาวะก็เริ่มเอื้ออำนวยต่อการก่อตัวของแกนกลางธาตุไฮโดรเจนและฮีเลียมกับธาตุอื่นๆอีกบางชนิด
หลังจากนั้นในราว 2-3 แสนปีต่อมา อุณหภูมิก็ลดลงเหลือไม่กี่พันองศา อิเล็กตรอนอ่อนแรงลงจนแกนกลางของไฮโดรเจนและฮีเลียม สามารถจับกันเอาไว้ได้ และเกิดอะตอมขึ้นในเอกภพเป็นครั้งแรก
ระบบสุริยะของเราก่อตัวขึ้นเมื่อประมาณ 4-5 พันล้านปี หรือ 1 หมื่นล้านปีหลังจากบิกแบง จากการรวมตัวกันของกลุ่มก๊าซ และซากชิ้นส่วนของดาวรุ่นก่อนหน้าโลกของเราประกอบด้วยธาตุหนักเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งรวมทั้งคาร์บอนและออกซิเจน ในที่สุดอะตอมเหล่านี้ก็รวมกันเป็นโมเลกุล DNA มีลักษณะเป็นเกลียวคู่เหมือนบันไดวน โดยมีกรดนิวคลิอิค 4 ชนิด เชื่อมต่อระหว่างเส้นเกลียวทั้งสอง
จากหลักฐานฟอสซิล (Fossil) ของสิ่งมีชีวิตบางรูปแบบเกิดขึ้นบนโลกเมื่อประมาณ 3.5 พันล้านปี หลังจากโลกเย็นลงจนมีสภาวะเหมาะสมต่อการเกิดของสิ่งมีชีวิต ช่วงแรกกระบวนการวิวัฒนาการดำเนินไปอย่างช้าๆ ต้องใช้เวลาถึง 2.5 พันล้านปี เซลรุ่นแรกๆสามารถวิวัฒนาการกลายเป็นสัตว์หลายเซล และอีก 1 พันล้านปีต่อมาจึงวิวัฒนาการเป็นปลาและสัตว์เลื้อยคลาน ประมาณ 100 ล้านปีก็สามารถสร้างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและมนุษย์ในที่สุด
มนุษย์ชาติคือเผ่าพันธ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในขั้นตอนกระบวนการวิวัฒนาการ
มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล มีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อประมาณ100,000 ปีมาแล้ว มีความสามารถในการล่าสัต์และสื่อสารความเข้าใจระหว่างกันได้
หลังจากนั้น 50,000 ปี ได้เกิดมนุษย์โครมันยอง (Cromaynon Man)ขึ้น เริ่มรู้จักสร้างกระท่อมเป็นที่อยู่อาศัย สามารถทำเครื่องมือเครื่องใช้ และรู้จักเขียนภาพประดับผนังถำไว้หลายแห่ง
หลังจากนั้นพัฒนามาสู่มนุษย์ที่เฉลียวฉลาด (Homosapiens sapiens) อันเป็นบรรพบุรุษอย่างแท้จริงของมนุษย์เราในปัจจุบัน และเป็นมนุษย์กลุ่มที่สามารถสร้างอารยธรรมเมื่อประมาณ 7,000-10,000 ปีที่ผ่านมานี้เอง
ถ้าคิดเฉลี่ยช่วงเวลาจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง ถ้ามนุษย์รุ่นหนึ่งมีอายุ 50 ปี เราจะเป็นมนุษย์รุ่นที่ 200 บนโลกนี้ แต่เราจะไล่เรียงบรรพบุรุษตั้งแต่ ทวด ปู่ย่า พ่อแม่ ลูก หลาน เหลน ได้ไม่เกิน 10 รุ่น
นักวิทยาศาสตร์พยายามตรวจสอบต้นตระกูลของมนุษย์โดยสืบจาก DNA ที่ถ่ายทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า พบว่ามนุษย์ที่แบ่งออกเป็นหลายเชื้อชาติ ศาสนา ภาษาและต่างสีผิวล้วนมีกำเนิดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน ต้นตระกูลของมนุษย์ทั้งโลกราว 6,500 ล้านคน อดีตล้วนเคยเป็นเครือญาติกันทั้งนั้น และอีกไม่เกิน 100 ปีจากนี้มนุษย์รุ่น 200 จะทยอยล้มหายตายจากโลกนี้ไปหมดสิ้น ไม่ว่าเพื่อนเรา ศัตรูเรา คนรักเรา คนชังเรา คนดี คนเลว ล้วนอยู่ได้ไม่เกิน พ.ศ. 2660
เมื่อโลกเปลี่ยนศตวรรษใหม่เข้าสู่ปี ค.ศ.2,000 เป้ฯรรมเนียมของโลกเราทำกันคือ ค้นหาคัดเลือก "มนุษย์แห่งศตวรรษ" ที่ทรงอิทธิพลต่อโลกมากที่สุด ปรากฏว่ากรรมการลงมติเป็นเอกฉันท์ยกตำแหน่ง บุคคลแห่งศตวรรษให้ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" เป็นสุดยอดอภิมหาอมตะอัฉริยะนิรันดร์กาล
ไอน์สไตน์ เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ค้นพบว่าแสงมีความเร็วสูงสุดในจักรวาล โดยจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่เสมอ แสงเดินทางด้วยความเร็ว 186,000ไมล์ หรือ300,000 กิโลเมตรต่อวินาที
แสงเดินทางจากดวงจันทร์ มายังโลกใช้เวลา 1.3 วินาที
แสงเดินทางจากดวงอาทิตย์มายังโลกใช้เวลา 8.3 วินาที (ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลก 93 ล้านไมล์)
แสงจากดวงอาทิตย์ไปดาวพลูโตใช้เวลา 4 ชั่วโมง
ตามกฏของนิวตันบอกว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ เพราะระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์มีแรงดึงดูดระหว่างมวลเกิดขึ้น แรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์มากกว่า จึงทำให้โลกเกิดแรงเหวี่งหนีศูนย์กลาง โลกจึงหมุนรอบดวงอาทิตย์ โดยหลักเดียวกันกับที่ดวงจันทร์หมุนรอบโลกแต่ไอน์สไตน์สามารถคำนวณแรงดึงดูดของดวงอาทิต์ที่มีต่อดลกว่ามีน้อยจนไม่มีผลต่อการดึงโลกให้หมุนรอบดวงอาทิตย์
วิธูร คลองมีคุณ "รวยด้วยการให้" กรุงเทพฯ ณ บ้านวรรณกรรม กรุ๊ป 2551.